การแต่งตัว

 

การแต่งตัว

 จำนวนประชากร 300,000 คน ความหนาแน่นของประชากร 52 คนต่อตารางกิโลเมตร ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลย์คือร้อยละ 68.8 ชาวจีนร้อยละ 18.3 ชนเผ่าต่างๆร้อยละ 5.0 ชาวอินเดียและอื่นๆร้อยละ 7.9

ผู้หญิงบรูไนจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสดใส โดยมากมักจะเป็นเสื้อผ้าที่คลุมร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ผู้หญิงมุสลิมจะสวมผ้าคุมศีรษะในที่สาธารณะ และในสถานที่ราชการ

ผู้ชายมุสลิม แต่งกายเป็นทางการทั้งในสถานที่ราชการ และที่สาธารณะ คือจะสวมเสื้อแขนยาว ตัวเสื้อยาวถึงเข่านุ่งกางเกงขายาวแล้วนุ่งโสร่ง

 

 

อาหารบรูไน

อาหารบรูไน

 

อาหารบรูไนมีลักษณะคล้ายกับอาหารของประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์และอินโดนีเซีย นอกจากนั้นยังได้รับอิทธิพลเพิ่มเติมจากอินเดีย จีน ไทยและญี่ปุ่น ปลาและข้าวเป็นอาหารหลัก เนื้อวัวรับประทานน้อยเพราะมีราคาแพง เนื่องจากอิทธิพลของศาสนาอิสลาม อาหารที่รับประทานจึงเป็นอาหารฮาลาล หลีกเลี่ยงเนื้อหมู และห้ามดื่มแอลกอฮอล์ในบรูไน

อาหารบรูไนมักจะมีรสเผ็ดและปกติกินกับข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว อาหารที่เป็นที่นิยมได้แก่ เรนดังเนื้อ nasi lemak และ nanas puteri  ของหวานที่นิยมในประเทศบรูไนคือ ambuyat ทำจากสาคูห่อด้วยไม้ไผ่และจิ้มซอสผลไม้รสเปรี้ยว เครื่องดื่มทั่วไป ได้แก่ น้ำผลไม้ ชาและกาแฟ อาหารจากจีนและอินเดียมีอยู่ในบรูไนมากเช่นกัน

 

 

ศาสนา

 

ศาสนา

ประเทศบรูไนมีภูมิอากาศเป็นแบบเขตร้อน ฝนตกชุก และอากาศอบอุ่นตลอดปี ที่ตั้งของบรูไนมิได้อยู่ในเส้นทางของพายุโซนร้อน พายุไซโคลนและพายุไต้ฝุ่นโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบมากจากกระแสน้ำเชี่ยว ลมมรสุมมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะก่อตัวขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคมในขณะที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ก่อตัวขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ปริมาณน้ำฝนต่อปีโดยมากมีระดับสูงซึ่งมีอยู่สองช่วงตั้งแต่เดือนกันยายนถึงมกราคมและเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ในเดือนมีนาคมและเมษายนเป็นเดือนที่อบอุ่นและความชื้นสูงตลอดทั้งปี สำหรับรายละเอียดสภาพอากาศในบรูไน สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ World Meteorological Organization

 

ไฟล์:Sultan Omar Ali Saifuddin Mosque 02.jpg

 

มัสยิดโอมาร์ อาลี ไซฟัดดิน

อาหารกัมพูชา

อาหารกัมพูชา

 

อาหารกัมพูชา หรือ อาหารเขมร เป็นอาหารที่บริโภคกันอย่างแพร่หลายในประเทศกัมพูชา อาหารของกัมพูชามีทั้งผลไม้ ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เครื่องดื่ม ขนมและซุปต่างๆ อาหารหลักสำหรับชาวกัมพูชาเป็นข้าว ที่รับประทานเกือบทุกมื้อ แต่ก๋วยเตี๋ยวยังเป็นที่นิยม กับข้าวมีความหลากหลายทั้งที่เป็นแกง ซุป ทอดและผัด มีพันธุ์ข้าวจำนวนมากในประเทศกัมพูชารวมทั้งข้าวหอมและข้าวเหนียว ข้าวเหนียวนิยมรับประทานเป็นของหวานกับกับผลไม้เช่นทุเรียน

อาหารเขมรมากมีความคล้ายคลึงกับอาหารของเพื่อนบ้านเช่นประเทศไทยแม้ว่าโดยทั่วไปจะไม่เผ็ดเท่า และเวียดนามที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันในการเป็นอาณานิคมฝรั่งเศสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพลจากอาหารจีนและฝรั่งเศสที่เคยมีอิทธิพลต่อกัมพูชาในประวัติศาสตร์ อาหารประเภทแกงหรือที่เรียกว่ากะหรี่ (เขมร: ការី) แสดงร่องรอยของอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอาหารอินเดีย ก๋วยเตี๋ยวเส้นหลายรูปแบบแสดงอิทธิพลของอาหารจีน กะทิเป็นส่วนผสมหลักของแกงกะหรี่เขมรและของหวาน

ขนมปังฝรั่งเศสเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากยุคอาณานิคม ซึ่งชาวกัมพูชามักจะกินกับปลากระป๋องหรือไข่ กาแฟปรุงด้วยนมข้นหวาน เป็นตัวอย่างของอาหารเช้ากัมพูชาในกัมพูชาแบบหนึ่ง

ไฟล์:Amok Cambodian curry.jpg

อะม็อก อาหารกัมพูชาที่มีชื่อเสียง

ภาษา และการสื่อสาร

ภาษา และการสื่อสาร 

 

ภาษาประจำชาติของกัมพูชาคือ ภาษาขแมร์ ซึ่งสำหรับคนไทยแล้ว หากตั้งใจที่จะเรียน น่าจะสามารถพูดและอ่านได้ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน เนื่องจากพยัญชนะ สระ การประสมคำ และรูปประโยคจะคล้ายคลึงกัน จะแตกต่างกันที่เห็นชัดเจนคือ วิธีการออกเสียงซึ่งของไทยจะเน้นเสียงตัวสะกด ขณะที่กัมพูชาจะไม่ค่อยออกเสียงตัวสะกด และเสียงสระจะผันตามเสียงพยัญชนะซึ่งมี 2 ฐานคือ โฆษะ กับ อโฆษะ หรือเสียงใหญ่กับเสียงเล็ก เช่น คำตามรูปพยัญชนะและสระสะกดว่า “ การงาน “ ไทยอ่านว่า “กาน – งาน “ กัมพูชาจะอ่านว่า “ กา – เงีย “ อักษร “ก” เป็นพยัญชนะโฆษะเสียงใหญ่ สระเสียงคงรูป แต่อักษร “ง” เป็นอโฆษะ เสียงเล็ก สระจะผันตามพยัญชนะ ซึ่งผู้สนใจคงจะต้องไปหาที่เรียนรู้เพิ่มเติม

ทั้งนี้ พยัญชนะขแมร์มี 32 ตัว สระมี 21 ตัว

จากการที่ชาวกัมพูชามีความใกล้ชิดกับชนชาติต่างๆ มาก ไม่ว่าจากการเป็นสังคมที่เปิดกว้าง การเข้ามาค้าขายของชาวจีน การกลับประเทศของผู้ลี้ภัยสงคราม ไม่ว่าจากประเทศที่มีชายแดนติดกัน หรือจากอเมริกา ฝรั่งเศส หรือออสเตรเลีย รวมทั้งการได้รับความช่วยเหลือในรูปทุนการศึกษาในด้านต่างๆ จำนวนมาก และอาจจะประกอบกับการให้ความสำคัญต่อการมีทักษะทางด้านภาษาต่างประเทศ ทำให้นักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนชั้นกลางขึ้นมา จะพูดและฟังภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาแม่ได้ดี โดยทางธุรกิจการค้าจะมีภาษาจีนแต้จิ๋ว จีนกลาง และอังกฤษเป็นสำคัญ ขณะที่ภาษาไทยและเวียดนามจะรู้จักแพร่หลายทั่วกับผู้ประกอบธุรกิจและประชาชนทั่วไป โดยผู้ที่อยู่ตามจังหวัดชายแดนที่ติดกับประเทศทั้งสองจะมีทักษะในการใช้ภาษาไทยและเวียดนามมากกว่าผู้อยู่ในพนมเปญ

ระบบการสื่อสารในประเทศกัมพูชาและการเชื่อมต่อออกนอกประเทศในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นประเทศที่เปิดเสรีระบบโทรคมนาคม ทำให้มีเครือข่ายการสื่อสารที่ครบถ้วนสมบูรณ์และแข่งขันกันมากประเทศหนึ่ง หากเทียบขนาดตลาด 13.8 ล้านคนกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มีสายและไร้สายรวม 6 ราย และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต 3 ราย

ศาสนา สังคม และประชากร

ศาสนา สังคม และประชากร 

ศาสนาพุทธลัทธิเถรวาทเป็นศาสนาประจำชาติ ปัจจุบันเป็นที่นับถือประชาชนประมาณร้อยละ 90 ของประเทศ ประกอบด้วย 2 นิกาย คือ ฝ่ายมหานิกาย มีสมเด็จพระมหาสุเมธาธิบดี ( เทพ วงศ์ ) สมเด็จพระสังฆราช วัดอุณาโลม เป็นประมุข กับฝ่ายนิกายธรรมยุติ มีสมเด็จพระสุคนธาธิบดี( บัว คลี่ ) สมเด็จพระสังฆราช วัดบัวตูม เป็นประมุข ประชาชนส่วนที่เหลือประมาณร้อยละ 10 จะนับถือศาสนาอิสลาม คริสต์ และอื่นๆ

จากการที่พุทธศาสนาเป็นศาสนาหลัก ทำให้ประเพณีปฏิบัติต่างๆ ของประชาชนชาวกัมพูชาจะสอดคล้องใกล้เคียงกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยผู้สูงอายุจะเข้าวัดฟังธรรม เมื่อมีงานบุญตามประเพณี ประชาชนหนุ่มสาวและเด็กจะร่วมแรงช่วยเหลือจัดการงานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ จะมีงานบุญประเพณีที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาตามจันทรคติเช่นเดียวประเทศไทยเป็นวันหยุดราชการ ได้แก่ วันมาฆบูชา, วันปีใหม่เขมร ( Khmer New Year ) ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์จะหยุดราชการในวันที่ 14 – 16 เมษายนทุกปี, วันวิสาบูชา วันสาร์ทเขมรซึ่งตรงกับ วันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 (เรียกว่างานวันปรอจุมเบณ , Pchum Ben day) โดยจะหยุดราชการ 3 วัน ตั้งแต่วันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 จนขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 และงานวันลอยกระทง ( Water Festival ) เรียกว่างานบุญอมตุก หรืองานแข่งเรือ เพราะจะมีเรือจากจังหวัดต่างๆมาแข่งฝีพายกันหน้าพระบรมมหาราชวัง จะหยุดราชการ 3 วัน ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12 ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 1 นอกจากนี้จะเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ในโอกาสต่างๆ ประกอบด้วย

วันที่ 7 มกราคม ซึ่งเป็นวันปลดปล่อยกัมพูชาจากเขมรแดง
วันที่ 8 มีนาคม ซึ่งเป็นวันสตรีสากล
วันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรงงาน
วันแรกนาขวัญ วันแรม 4 ค่ำ เดือน 6
วันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันเด็กสากล
วันที่ 24 กันยายน ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญ
วันที่ 29 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันขึ้นครองราชย์
วันที่ 9 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันรับอิสระภาพจากฝรั่งเศส
วันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันสิทธิมนุษยชนสากล

หากจะกล่าวโดยภาพรวมแล้ว ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณีของกัมพูชาและไทยจะใกล้เคียงกันในทุกเรื่อง รวมทั้งภาษา ถ้อยคำ พยัญชนะ สระ ตัวอักษร คำศัพท์ต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้ถูกหยิบยืมแลกเปลี่ยนใช้สืบเนื่องกันมาและตกค้างในแต่ละฝ่ายจำนวนหนึ่ง

เนื่องจากตลอดระยะ 30 ปีก่อนที่เขมรทั้ง 4 ฝ่ายจะลงนามในสัญญายุติข้อขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกัน ( the Agreement on a Comprehensive Political Settlement of the Cambodian Conflict ) เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2534 ชาวกัมพูชาต้องรบราฆ่าฟันกันเอง ทั้งที่เกิดจากการขัดแย้งกันภายในและมูลเหตุชักจูงจากภายนอก ได้ทำให้ผู้มีการศึกษา ปัญญาชนและประชาชนจำนวนมากต้องล้มตาย ที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ในเวลานั้น ต่างคำนึงแต่จะหนีตาย เป็นผู้ลี้ภัยสงครามกระจายไปในประเทศต่างๆ กล่าวได้ว่าเกิดสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดทั่วหัวระแหง ผู้ที่มีชีวิตในช่วงนั้น เคยเปรียบให้ฟังว่า มีถนนก็ไม่มีคนเดิน มีบันไดก็ไม่มีคนขึ้น การศึกษาและสังคมขาดการพัฒนาไปช่วงหนึ่ง เพื่อเห็นภาพขอยกคำกล่าวของท่านนายกรัฐมนตรีสมเด็จ ฮุน เซน ในโอกาสเปิดการประชุมชี้แจงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลต่อประชาคมนานาชาติ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 ณ โรงละครจตุมุข กรุงพนมเปญ ตอนหนึ่งระบุว่า “ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา(นับจากปี 1991) กัมพูชาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่เพียงแต่การเมืองและความมั่นคง ยังรวมถึงด้านสังคมและเศรษฐกิจ หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่า เมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว หลังการล่มสลายของระบอบการปกครองเขมรแดง(ปี 1979) ช่วงนั้นในกรุงพนมเปญมีผู้อยู่อาศัยและทำงานอยู่เพียง 70 คน แต่เวลานี้มีชาวกัมพูชามากกว่า 1 ล้านคนทำงานและยังชีพอยู่ในเมืองหลวง(ในอดีต) ที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็น เพชรแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงทศวรรษที่ 1960 ก่อนที่จะเกิดสงคราม “

การสัมโนประชากรครั้งล่าสุดเมื่อปี 1998 กัมพูชามีประชากร 11,426,223 คน หากประเมินการขยายตัวของประชากรที่อัตราร้อยละ 2.4 ต่อปีแล้ว ประมาณได้ว่าประชากรของกัมพูชาในปี 2548 จะมี 13.8 ล้านคน เป็นหญิงประมาณร้อยละ 51 ชายร้อยละ 49 โดยประชากรเกือบครึ่งหนึ่งจะมีอายุไม่ถึง 20 ปี เปรียบเสมือนกำลังแรงงานในอนาคตที่จะรองรับการลงทุนในทุกด้าน ทำให้นักลงทุนจากประเทศต่างๆ มองเห็นโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากค่าแรงงานที่ต่ำกว่าประเทศอื่นโดยเปรียบเทียบ ศึกษาและหาลู่ทางย้ายฐานการผลิตมายังประเทศนี้ หากการเมืองมีความมั่นคง และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนมากเพียงพอที่จะจูงใจ ทั้งนี้ จังหวัดที่มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคน ได้แก่ กัมปงจาม กรุงพนมเปญ กันดาล พระตะบองและไพรเวง จังหวัดที่มีประชากร 500,000 – 1,000,000 คน ได้แก่ จังหวัดตาแก้ว เสียมราฐ กัมปอต กัมปงธม กัมปงสปือ กัมปงชนัง สวายเลียงและบันเตียเมียนจัย

อาหาร

อาหาร

 

กาโด กาโด (Gado Gado) อาหารยอดนิยมของอินโดนีเซีย ประกอบไปด้วยผักและธัญพืชหลากชนิด เช่น มันฝรั่ง กะหล่ำปลี ถั่วงอก ถั่วเขียว เสริมโปรตีนด้วยเต้าหู้และไข่ต้มสุก รับประทานกับซอสถั่วที่คล้ายกับซอสสะเต๊ะ ใกล้เคียงกับสลัดแขกของบ้านเรา

 

  สะเต๊ะ เป็นอาหารอย่างหนึ่งซึ่งทำจากเนื้อที่หั่นบางๆ หรือหั่นเป็นก้อน อาจจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อแพะ เนื้อปลา ฯลฯ เสียบด้วยไม้เสียบที่ทำจากไม้ไผ่ แล้วนำไปย่างบนเตาฟืนหรือเตาถ่าน เสิร์ฟพร้อมเครื่องปรุงรส ที่มีรสจัด (ซึ่งแตกต่างกันออกไปในแต่ละตำรับ) สะเต๊ะมีจุดกำเนิดมาจากเกาะชวาหรือเกาะสุมาตราในประเทศอินโดนีเซีย แต่ก็ยังได้รับความนิยมในประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวมทั้งประเทศไทย หรือแม้แต่เนเธอร์แลนด์ซึ่งรับเอาวัฒนธรรมไปกับอาณานิคมของตน
          สะเต๊ะของอินโดนีเซียอาจได้รับอิทธิพลจากคาบับที่เป็นอาหารพื้นเมืองของอินเดียภาคเหนือ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากชาวเตอร์กอีกต่อหนึ่ง ตำรับดั้งเดิมของชาวตุรกีเป็นเนื้อแพะหั่นเป็นชิ้นหมักแล้วเสียบเหล็กแหลมย่างไฟ ชาวเปอร์เซียและชาวอินเดียรับมาดัดแปลง อาจใช้เนื้อบดหรือเนื้อทั้งชิ้น จะเสียบหรือไม่เสียบไม้ก็ได้ เมื่อแพร่หลายมาถึงมลายู-ชวาจึงกลายเป็นสะเต๊ะอย่างที่เห็นในปัจจุบัน